วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บทที่ 3

รู้สารสนเทศ
1.ข้อใดเป็นความหมายที่ถูกต้องที่สุดของการรู้สาสนเทศ
  ง.ความสามารถของบุคคลในการเข้าถึง ประเมินและใช้งานสารสนเทศ
2.จากกระบวนการรู้สารสนเทศทั้ง5ประการประการไหนสำคัญที่สุด
  ง.ความสามารถในการใช้และการสื่อสารสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
3.ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของผู้รู้สารสนเทศ
  ค.ชอบใช้คอมพิวเตอร์ในการเล่นเกมส์
4.ข้อใดไม่ใช่ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
  ค.สารสนเทศมีการเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว จนยากที่จะเข้าถึง
5.ข้อใดเป็นการเรียงลำดับขั้นตอนของกระบวนการรู้สารสนเทศที่ถูกต้อง
  ค.5-4-1-2-3

บทที่ 2

บทที่ 2
บทบาทสารสนเทศกับสังคม
1.ให้นิสิตหารายชื่อเว็บไซต์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศที่ให้บริการต่างๆ ตามหัวข้อเหล่านี้มาอย่างละ3 ราการ
1.1 สาขาการศึกษา

1.2 วิชาชีพธุรกิจ พาณิชย์ และสำนักงาน
www.keajon.com/category/ecommerce-cate/
regis.skru.ac.th/web/other_52/mgt.html
dir.thaijobpost.com/tag-สำนักงานพาณิชย์จังหวัด.html
1.3 วิชาชีพสื่อมวลชน

1.4 วิชาชีพทางอุตสาหกรรม บริษัท เฟสโต้ จำกัด
teenet.tei.or.th/DatabaseGIS/amatanakorn2.html

1.5วิชาชีพทางการแพทย์
1.6 วิชาชีพทหารตำรวจ

1.7 วิชาชีพวิศวกรรม

1.8 วิชาชีด้าน

1.9 เกี่ยวกับคนพิการ

2.มหาลัยวิทยาลัยมหาสารคามเตรียมเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษาให้ท่าน มีอะไรบ้างบอกมา 3 อย่าง
-คอมพิวเตอร์
-จอโปรเจคเตอร์
-ทีวี
3.จากข้อ 2 จงวิเคราะห์ว่าเราจะเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นมาทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองอย่างไร
-ใช้ในการสืบค้นหาข้อมูลและหางานเกี่ยวกับการเรียนและใช้เป็นการเป็นการดูและเป็นสื่อในการเรียนและหาความรู้






บทที่ 1

บทที่ 1
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสารสนเทศ
1.ข้อมูลหมายถึง ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ฯลฯ ข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ดังจะเห็นจากกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา หลายพรรคการเมืองมีการใช้เทคโนโลยีรวบรวมข้อมูล หาวิธีการที่จะให้ได้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว และมื่อสถานการณ์บางอย่างเกิดผันแปรขึ้น การเตรียมการหรือการแก้สถานการณ์จะดำเนินการได้อย่างทันท่วงที
 
2.ข้อมูลปฐมภูมิคือ สารสนเทศที่ได้มาจากต้นแหล่งโดยตรงเป็นสารสนเทศทางวิชาการ
ยกตัวอย่างประกอบ เช่น วารสาร รายงานการวิจัย สิทธิบัตร
 
3.ข้อมูลทุติยภูมิคือ สารสนเทศที่มีการรวบรวม เรียบเรียงขึ้นใหม่จากแหล่งสารสนเทสปฐมภูมิ
ยกตัวอย่างประกอบ เช่น สื่ออ้างอิงประเภทต่างๆ สารนุกรม พจนานุกรม รายงานสถิติต่างๆ
 
4.สารสนเทศหมายถึง ข้อมูลข่าวสารที่ได้มีการจัดการทางความคิด คำนวณ ประมวลผล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ทันต่อการใช้ังานและทันเวลา
 
5.จงอธิบายประเภทสารสนเทศ
จำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.ตามแหล่งสารสนเทศ
2.ตามสื่ออที่จัดเก็บและบันทึก
 
6.ข้อเท็จจริงของสิ่งต่างๆที่อาจเป้นตัวเลขข้อความรูปภาพเสียงคือ สื่ออิเล็กทรอนกส์
 
7.ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลเป็น ข่าวสารหรือสารสนเทศ
 
8.ส่วนสูงของเพื่อนที่ถามจากเพื่อนแต่ละคนเป็น ข้อมูล
 
9.ผลของการลงททะเบียนเป็น สารสนเทศ
 
10.กราฟแสดงจำนวนนิสิตในห้องเรียนวิชาการจัดการสารสนเทศเทคโนโลยียุคใหม่ในชีวิตประจำวันsectionวันอังคารเป็น ข้อมูล

วิเคราะห์สถานการณ์การทำงานกลุ่ม

  วิเคราะห์สถานการณ์การทำงานกลุ่ม
    การทำงานเป็นกลุ่มจะต้องทำงานหลายคน  หลายคนหลายความคิด เพราะฉะนั้นความคิดย่อมไม่ตรงกันแน่นอน  จะต้องมีการวางแผนงานที่ดี  จึงจะทำงานประสบผลสำเร็จ
    ในการวางแผนในการทำงานเป็นกลุ่ม  หรือเป็นทีมจะต้องมีการวางแผนดั่งนี้
1 จะต้องแบ่งหน้าที่การทำงาน
2  เมื่อทำเส็จต้องอธิบายเรื่องที่ทำ  ให้เพื่อนฟังเพื่อที่จะให้เพื่อนเข้าใจในเรื่องที่ทำด้วย
3  สรุปงาน
   ขั้นตอนง่ายๆก็จะทำงานประสบผลสำเร็จ    


สรุปการทำงานเป็นกลุ่ม
         ในการทำงานเป็นกลุ่มต้องอาศัยความขยัน  ความอดทน  ความซื่อสัตย์  ตลอดจนการเข้าใจกัน  เพราะในบางครั้งในการทำงานกันเป็นกลุ่มหรือเป็นทีมนั้น  มักจะมีปัญหาขึ้นบ่อยครั้ง แต่ถ้าทำได้
อย่างข้างต้นแล้วรับรองว่างานที่ทำผ่านไปได้ด้วยดีแน่นอน

สรุปความหมายของการรู้สารสนทศและกระบวรการรู้สารสนเทศ

สรุปความหมายของการรู้สารสนทศและกระบวรการรู้สารสนเทศ
   การรู้สารสนเทศ
การรู้สารสนเทศหรือทักษะสารสนเทศเกิดขึ้นใน  ค.ศ. 1974  การรู้สารสนเทศครอบคลุม  ความสามารถในการเข้าถึง   การกำหนดการประเมินและการใช้สารสนเทศจากแหลงต่างๆ  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล  ซึ่งความสามารถเหล่านี้  ไม่ได้เป็นปรากฏการใหม่ที่เกิดจากยุคสารสนเทศ  หากเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความสำเร็จ  และคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชน 

แนวทางการรู้สารสนเทศ
แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้สารสนเทศมีหลายแนวทาง   เป็นท่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย  โดยมี 5  ขั้นตอนได้แก่
1    การกำหนดภารงาน
2    การกำหนดกลยุทธ์แสวงหาสารสนเทศ
3    การกำหนดแหล่งสารสนเทศและการเข้าถึงสารสนเทศ
4    ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ความแตกต่างระหว่างการเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

บรรยากาศวันแรกของการไปเรียนหนังสือในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นน้องใหม่ของคณะ และมหาวิทยาลัย หลังจากจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายวันนี้ได้ก้าวเข้าสู่การเรียน ในอีกระดับหนึ่งที่ใครหลายคนมองว่าเป็นการเรียนรู้เพื่ออนาคตในการประกอบ อาชีพ การได้เรียนตามคณะที่เราชอบเป็นเรื่องที่น่ายินดี หากย้อนไปเมื่อวันวานที่ยังเรียนอยู่ในช่วงของมัธยมนั้น การเรียนจะถูกแบ่งเอาไว้ตามหลักสูตรของโรงเรียนแล้วว่าวันหนึ่งเราจะ มีวิชาเรียนอะไรบ้าง เตรียมตัวเตรียมการเรียนมาจากบ้านอย่างไร ช่วงเวลาพักกลางวันหากไม่ทำการบ้านก็จะนั่งเล่น คุยกับเพื่อนๆ บรรยากาศการเรียนจึงเป็นอะไรที่สนุกมาก หลังเลิกเรียนถ้าไม่เรียนพิเศษต่อก็มีเวลาว่างในการทำกิจกรรมได้หลายอย่าง สามารถแบ่งแยก จัดสรรค์เวลาได้ว่าเราจะทำอะไร ได้อย่างไร แต่ในชีวิตจริงในมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกับการเรียนในโรงเรียน เมื่อครั้งในอดีต ช่วงเวลาของการเรียนในการเป็นนักศึกษามีอะไรให้ต้องคิดเยอะกว่าเดิม ทั้งการเรียนที่ยากเพิ่มขึ้น เจาะจงของแต่ละวิชาอย่างครบถ้วน งานที่ได้รับมอบหมายมีเยอะขึ้น ความรับผิดชอบของเราก็ต้องเยอะตามไปด้วย การก้าวเข้าสู่ชีวิตของตัวเองได้เริ่มต้นจากที่นี้ ที่สอนให้รู้จักการเข้าใจในบทเรียนเพราะจบการศึกษาจะได้นำวิชาความรู้ที่ได้ รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใดก็ตามแต่ล้วนแล้วมีความสำคัญกัน แทบทั้งนั้น การเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นบันไดเพียงขั้นแรกที่กำลังเดินต่อไปในชีวิต จริง การได้พบเจอสิ่งใหม่ๆที่เรากำลังได้เรียนรู้นั้นได้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะสังคม การใช้ชีวิตในสังคม กิจกรรมต่างๆ มิตรภาพที่เกิดขึ้น ความรับผิดชอบ หลายสิ่งหลายอย่างกำลังได้รับการเรียนรู้และมีบทบาทต่อตัวเองได้เป็นอย่างดี

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จินตนาการ

http://www.youtube.com/watch?v=XoJhP0ZcOW8&hd=1





ผมจินตนาการเหมือนกับเพลงนี้

โดนมากเพราะ สำหรับ คนมีแฟน